LANGUAGE : TH | EN
- 10 วิธีโรแมนติกกับภรรยาในช่วงตั้งครรภ์
- 10 สูตรน้ำผลไม้สดและสมูทตี้ที่เด็กๆ จะต้องหลงรัก
- 10 กิจกรรมสานสัมพันธ์ในครอบครัว
- 10 วิธีง่ายๆ ที่จะแสดงให้ลูกๆ รู้ว่าคุณรักพวกเขาทุกวัน
- 10 สุดยอดทักษะที่เด็กๆ เรียนรู้จากศิลปะ
ดูทั้งหมด

เมื่อแองเจลินา โจลี เตือนภัยมะเร็งเต้า

อัพเดทเมื่อวันที่ : 19 December 2018

"เต้าใหญ่เรื่องเล็ก เต้าเล็กเรื่องใหญ่"Ž เป็นประโยคร้องแซวที่ใครหลายคนได้ฟังแล้วอาจอมยิ้ม แต่อีกหลายคนเช่นกันอาจยิ้มไม่ออก

แต่เรื่อง เต้าŽ ที่กลายเป็นเรื่องใหญ่ เป็นข่าวครึกโครม ก็คือ กรณีของ แองเจลินา โจลี วัย 37 ปี นักแสดงแถวหน้าของวงการฮอลลีวู้ด เจ้าของรางวัลออสการ์ เมื่อเธอออกมาเปิดเผยผ่านหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์ส ในบทความที่มีชื่อว่า My Medical ChoiceŽ ว่า ได้เข้าผ่าตัดเต้านมทั้งสองข้าง เพื่อลดความเสี่ยงการเป็น มะเร็งเต้านมŽ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ดาราดังเจ้าของรางวัลออสการ์ เปิดเผย ว่าหลังจากที่เธอเข้า ทดสอบยีน (Gene Testing)Ž ทำให้ทราบว่า เธอมียีนของมะเร็ง BRCA 1 หมายความว่ามีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมถึงร้อยละ 87 และมะเร็งรังไข่ร้อยละ 50 แต่เมื่อทำการผ่าตัดเต้านมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ความเสี่ยงลดเหลือแค่ร้อยละ 5 เท่านั้น ส่วนกรณีของรังไข่ รอไว้ก่อนอีกสักพักเพราะเป็นเรื่องยุ่งยาก

การเข้าทดสอบยีนของโจลี คืออะไร? และการเฉือนเต้าทิ้ง? สามารถช่วยลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมได้จริงหรือ?

สอบถามจาก นพ.ดร.คอนสตานตินอส พาพาโดพูลอส (Dr.Kostas l. Papadopoulos) หรือ ดร.คอสตาสŽ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิจัยและพัฒนาทางการแพทย์ บริษัท ไทย สเตมไลฟ์ ได้ความว่า พันธุกรรมของเราทุกคนนั้นถือเป็นข้อมูลชีวิตที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง จึงเป็นข้อมูลที่เราจะไม่สามารถกำหนดอย่างที่เราอยากจะเป็น ว่าต้องดีหรือไม่ดี เพราะฉะนั้นโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นอาจจะมาจากพันธุกรรมในส่วนหนึ่ง คือยีนมีความผิดปกติ

เนื่องจากพันธุกรรมนั้นมาจากพ่อและแม่อย่างละครึ่ง ถ้าเป็นโรคทางพันธุกรรม แสดงว่ายีนจากพ่อหรือแม่ผิดปกติ แต่ถ้าไม่เกิดความผิดปกติเลย เราก็จะไม่เป็นโรคแต่เราจะเป็นพาหะ ซึ่งจะไม่มีผลใดๆ กับตัวเราแต่จะส่งผลต่อลูก

ดร.คอสตาสบอกว่า การตรวจพันธุกรรมมนุษย์ เป็นการวิจัยที่ดีที่สุดสำหรับคนไข้ เพราะโรคที่คนเราจะเป็นในอนาคตเกิดจาก 2 กลุ่มคือ 1.กลุ่มโรคทางพันธุกรรม และ 2.กลุ่มโรคที่เกิดจากหลายปัจจัยซึ่งอาจจะรวมพันธุกรรมเข้าเป็นปัจจัยหนึ่ง บวกกับมลพิษหรือมลภาวะที่อยู่รอบๆ ตัวเรา ซึ่งส่วนนี้ถ้าเราดูแลตัวเองดี ก็จะสามารถยับยั้งการออกฤทธิ์ของยีนหรือยีนผิดปกติได้

ยีนในร่างกายของเรานั้นมีประมาณ 18,000 ยีน เราอาจจะรู้ว่ามียีนอะไรบ้าง แต่ไม่รู้ว่ามันใช้งานอย่างไร แต่ในส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่ง เราจะรู้ในส่วนของยีนที่มีผลกระทบทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ ซึ่งยีนในภาษาแพทย์จะเรียกว่าดีเอ็นเอ ประกอบไปด้วยตัวอักษร 4 ตัว A T C G ประกอบกันกลายเป็นยีนแต่ละตัว เพราะฉะนั้นเราสามารถเข้าไปตรวจได้ว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นที่ตัวอักษรตัวไหน ซึ่งวิธีการตรวจสอบความผิดปกตินั้นมีหลายวิธี เช่น การตรวจเลือด น้ำลาย เนื้อเยื่อ อวัยวะทุกอวัยวะ เพราะว่าเซลล์ในร่างกายทุกเซลล์จะมีดีเอ็นเอ แต่ที่ง่ายที่สุด คือน้ำลาย เพราะรวมเซลล์หลายๆ เซลล์ไว้ด้วยกันŽ ดร.คอสตาสกล่าว

คุณหมอบอกว่า เมื่อทดสอบยีนแล้ว สามารถทำนายแนวโน้มการเกิดโรคและความเสี่ยงต่อโรคในอนาคตได้กว่า 150 โรค รวมถึงการตอบสนองการใช้ยาประมาณกว่า 40 ชนิด เพื่อหายาออกฤทธิ์อย่างเหมาะสมกับคนแต่ละคน

เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบปัจจุบันนั้น จะเป็นเทคโนโลยีใหม่ คือ เทคนิค พีซีอาร์ (Polymerase Chain Reaction) และไมโครอะเรย์ (Microaray) ที่ทำให้เราสามารถรู้ได้ว่ายีนตำแหน่งไหนมีความผิดปกติที่จะส่งผลให้เกิดโรคอะไรในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถวางแผนชีวิตในอนาคตได้

กรณีของดาราสาวชื่อดัง ดร.คอสตาสบอกว่า ยีนที่ก่อมะเร็งเต้านมนั้นมีหลายยีน ที่พบบ่อยจะออกฤทธิ์ไม่ค่อยแรง แต่กรณีของโจลีพบไม่บ่อยแต่ใครที่เป็นยีนตัวนี้ก็จะเป็นโรคนั้นอย่างแน่นอน คือ ถ้าสมมุติคนหนึ่งมีทั้ง BRCA 1 และ BRCA 2 ยืนยันได้เลยว่าคนนั้นจะต้องเป็นมะเร็ง แต่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อไหร่

ทุกคนก็มีสิทธิที่จะเป็น BRCA 1 และ BRCA 2 ถ้าไม่ตรวจก็ไม่รู้ว่ายีนของเราเป็นอย่างไร ตรวจแล้ว ก็จะมาคุยกันว่าความเสี่ยงเท่าไหร่ และควรที่จะป้องกันอย่างไรŽ ดร.คอสตาสกล่าว

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ดาราสาวเข้าทดสอบยีน เป็นเพราะแม่ก็เป็นโรคนี้และอาจถ่ายทอดมาสู่เธอได้

ดร.คอสตาสว่า ถ้าสมมุติเราพบยีนชนิดนี้ เราก็ต้องบอกกับคนไข้ว่าคุณจะเป็นโรคมะเร็งในอวัยวะนี้อย่างแน่นอน แต่สิ่งที่เราไม่รู้ก็คือเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นคุณหมอก็จะแนะนำให้ตัดอวัยวะนี้ออก เหมือนกับโรคต่อมไทรอยด์ก็ต้องตัดไทรอยด์ออก แล้วคนนั้นก็ไม่สามารถเป็นมะเร็งที่ต่อมไทรอยด์ได้เพราะไม่มีต่อมไทรอยด์แล้ว

เต้านมก็เช่นเดียวกัน เมื่อตัดเต้านมออก คนนั้นก็ไม่สามารถเป็นโรคมะเร็งที่เต้านมเพราะไม่มีเต้านมแล้ว กรณีของรังไข่ก็เอารังไข่ออกคนนั้นก็ไม่สามารถเป็นมะเร็งที่รังไข่ เพราะว่าไม่มีรังไข่แล้ว เป็นต้นŽ

แองเจลินา โจลี เขาตัดเต้านมออกทั้งหมด แต่ว่าหลังจากนั้นจะมีการทำพลาสติกหรือการทำคอสเมติก หรืออะไรก็ตามเพื่อจะดูว่าเหมือนยังมีนมอยู่นั้นคนละเรื่อง แต่ตัวเนื้อเรื่องเราคือเต้านมไม่มีแล้ว ถ้าเราตัดเต้านมออกไป

ในอนาคตเราจะไม่สามารถเป็นมะเร็งเต้านมได้ เพราะว่าเราไม่มีเนื้อเยื่อที่เต้านมŽ ดร.คอสตาสสรุปปิดท้าย

ขณะที่ นพ.ธีระวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่ากลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง

เต้านมที่เกิดจากยีนบีอาร์ซีเอ 1 มีสัดส่วนเท่าไร เนื่องจากไม่มีการตรวจวิเคราะห์ เพราะราคาในการตรวจหายีนตัวนี้แพงมาก ตกหลายหมื่นบาท แต่ในต่างประเทศ อย่างชาวอาเซียนจะมีโอกาสเกิดร้อยละ 0.5 ส่วนชาวอเมริกันจะมีโอกาสเสี่ยงร้อยละ 3 ขณะที่ชาวยิวมีโอกาสสูงมากถึงร้อยละ 10 การป้องกันที่ดีที่สุดคือ ผู้หญิงควรตรวจเต้านมปีละครั้ง และหากมีความผิดปกติใดๆ ของเต้านมควรรีบพบแพทย์ทันที

ปัจจุบันสถานการณ์มะเร็งเต้านมในไทย

มีผู้ป่วยด้วยมะเร็งเต้านมปีละ 13,000 คน และเสียชีวิตปีละ 4,600 ราย โดยเฉลี่ยจะเสียชีวิต 12 รายต่อวัน ถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 รองจาก มะเร็งตับที่เป็นการเสียชีวิตอันดับ 1 ที่มีอัตราการเสียชีวิตได้ถึงร้อยละ 90 และอันดับ 2 มะเร็งปากมดลูก ที่มีอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 50 ปรากฏการณ์ของโรคส่วนใหญ่จะพบในหญิงอายุ 40-45 ปีขึ้นไป และมีแนวโน้มอุบัติการณ์ของโรคอยู่ที่ 20 ต่อแสนประชากร ความเสี่ยงจะเกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนเพศหญิง (เอสโตรเจน) มากเกินไป ไม่สมดุล การรับประทานฮอร์โมนมากเกินไป การรับประทานยาคุมกำเนิดตั้งแต่เด็ก การที่มีประจำเดือนอายุน้อยกว่า 12 ปี และหมดก่อน 50 ปี ถือว่ามีภาวะเสี่ยง

ส่วนสาเหตุจากพันธุกรรมในคนไทยถือว่าต่ำกว่าประเทศตะวันตก

 

อ้างอิงจาก มติชนรายวัน วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 36 ฉบับที่ 12851


  • E-Newsletter
  • Copyright © 2008 THAIStemLife. All rights reserved.