LANGUAGE : TH | EN
- 10 วิธีโรแมนติกกับภรรยาในช่วงตั้งครรภ์
- 10 สูตรน้ำผลไม้สดและสมูทตี้ที่เด็กๆ จะต้องหลงรัก
- 10 กิจกรรมสานสัมพันธ์ในครอบครัว
- 10 วิธีง่ายๆ ที่จะแสดงให้ลูกๆ รู้ว่าคุณรักพวกเขาทุกวัน
- 10 สุดยอดทักษะที่เด็กๆ เรียนรู้จากศิลปะ
ดูทั้งหมด

อารมณ์ของคุณแม่และผลกระทบต่อลูกน้อยในครรภ์

อัพเดทเมื่อวันที่ : 18 January 2018
   
คุณแม่ที่ตั้งครรภ์มักจะรู้สึกเครียดอยู่บ่อยๆ และมีอีกจำนวนมาก
ที่อาจเกิดความรู้สึกซึมเศร้าอย่างฉับพลันได้ ทั้งในระหว่างการ
ตั้งครรภ์หรือหลังจากที่คลอดบุตรแล้ว แต่อารมณ์เหล่านี้จะส่งผล
ต่อพัฒนาการของลูกน้อยได้อย่างไรบ้าง? แอนเนอรี่ รูส มีรายงาน
ดังนี้

หญิงตั้งครรภ์มักจะรู้สึกวิตกกังวล ซึมเศร้า หรือเกิดความเครียด
ได้บ่อยครั้ง พวกเธอมักจะมองว่าตนเองแย่ลงทั้งในด้านการจดจำ
สิ่งต่างๆ สมาธิ และใจจดใจจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระหว่างการ
ตั้งครรภ์ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมน
ในร่างกายและการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ แต่ก็อาจจะได้รับ
ผลกระทบมาจากปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียดที่มีอยู่ในสภาพ
แวดล้อมรอบๆ ตัวด้วยก็เป็นได้

งานวิจัยได้ชี้ให้เห็นว่าความเครียดทางใจ หรือความเครียดที่
เกี่ยวข้องกับสภาวะทางจิตใจและสิ่งแวดล้อมทางสังคม อาจจะ
ส่งผลกระทบได้เป็นอย่างมาก ไม่เพียงต่อสุขภาพของคุณแม่
เท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อพัฒนาการทางกายภาพของลูกน้อย
ในครรภ์ได้อีกด้วย ซึ่งเด็กที่คลอดจากแม่ที่มีความเครียดสูง มักจะ
คลอดก่อนกำหนดและมีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์ รวมทั้งยังต้องการ
การดูแลทางการแพทย์เป็นกรณีพิเศษเพื่อให้เด็กกลับมามีสุขภาพ
ที่สมบูรณ์
 
ระยะหลังคลอดในช่วงสองสามเดือนแรกนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทารกแรกเกิด ทั้งในแง่ของพัฒนาการในทุกๆ ด้าน รวมไปถึงด้าน
กายภาพ การเรียนรู้และจดจำ และระบบทางอารมณ์ เด็กทารกสามารถตอบสนองต่อการแสดงออกด้านอารมณ์ได้ตั้งแต่หนึ่งเดือนแรก
หลังคลอด

หากความเครียดของคุณแม่ถูกแสดงออกมาเป็นความซึมเศร้าเป็นระยะเวลานาน พลังวังชาของความเป็นแม่และระดับความสนใจจะ
ถดถอยลงไป ส่งผลให้คุณแม่ไม่สามารถแสดงความรักและความห่วงใยที่ลูกต้องการเป็นอย่างมากได้อย่างเต็มที่ จึงบั่นทอนผลลัพธ์ของ
ความพยายามที่จะพัฒนาสุขภาพของลูกน้อย และทารกอาจได้รับผลเสียมากกว่าที่คิด

การวิจัยได้แสดงให้เห็นว่า เด็กทารกสามารถรับรู้ถึงการแสดงออกทางอารมณ์ได้ตั้งแต่มีอายุได้ไม่กี่วัน จึงอาจได้รับผลกระทบจากความ
ตึงเครียดท่ามกลางสภาพแวดล้อมรอบตัว จนทำให้เด็กทารกมักจะเกิดความผิดปกติทางสภาพจิตหรือแม้แต่สภาวะถดถอยทางจิตได้
และยิ่งไปกว่านั้น การที่ต้องรับปัจจัยกดดันจากภายนอก ยังพบได้บ่อยว่าสามารถทำลายเซลล์สมองได้อีกด้วย
   
แต่เด็กจะได้รับผลกระทบทางจิตใจ และสภาวะอารมณ์อย่างไรบ้าง
ก่อนที่จะลืมตาขึ้นมาดูโลก? ก่อนคลอด คุณแม่ที่กำลังอุ้มท้องอยู่
คือสภาพแวดล้อมทั้งหมดของเด็กทารกในครรภ์ หากคุณแม่มี
ความเครียดไม่ว่าจากทางใดก็ตาม ก็คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะ
ก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่กดดันสำหรับทารกในครรภ์ตามไปด้วย

หน่วยงานวิจัยภาวะความวิตกกังวลและความเครียดผิดปกติของ
MRC/US ได้ตั้งเป้าหมายที่จะค้นหากระบวนการ และวัดระดับ
ความสัมพันธ์ของความเป็นอยู่ที่ดีของคุณแม่ตั้งครรภ์ ที่จะส่งผลต่อ
การรับรู้ ศักยภาพทางจิตใจ และความมั่นคงทางอารมณ์ของทารก
ในครรภ์ เพราะยิ่งแพทย์สามารถค้นพบความผิดปกติในพัฒนาการ
ทางสมองของตัวอ่อนได้เร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสามารถทำความเข้าใจ
ความสัมพันธ์ของการพัฒนาสมองของตัวอ่อน และสุขภาพ
ความเป็นอยู่ที่ดีของคุณแม่ได้ ซึ่งการดำเนินมาตรการแก้ไขที่
เหมาะสมได้อย่างทันท่วงทีจะสามารถทำให้หลีกเลี่ยงปัญหาที่
อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้



 

   
แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ งานวิจัยชิ้นนี้ตั้งเป้าหมายที่จะคาดการณ์พัฒนาการทางจิตใจและอารมณ์ของทารกหลังคลอด โดยการศึกษา
ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ – พัฒนาการทางสมอง ปัจจัยทางสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อคุณแม่ และศักยภาพของคุณแม่ที่จะ
รับมือกับความเครียดและสภาวะทางอารมณ์ที่แปรปรวนต่างๆ ระหว่างการตั้งครรภ์

คุณแม่ตั้งครรภ์ในช่วงสามเดือนแรกจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากคลินิกรับฝากครรภ์ใกล้บ้าน ซึ่งคุณแม่และรวมไปถึงลูกๆ
จะได้รับการติดตามผลอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งครบหนึ่งปีหลังคลอด

คุณแม่จะต้องตอบแบบสอบถามหลายครั้งในช่วงไตรมาสที่หนึ่ง สอง และสาม เพื่อประเมินสภาวะทางอารมณ์และจิตใจ โดยจะมี
การเก็บตัวอย่างเลือด และวัดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลในน้ำลาย ซึ่งเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่สมองจะหลั่งออกมาเมื่อถูกกระตุ้นด้วย
ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียด ทั้งหมดนี้จะถูกนำไปประเมินเป็นระดับความเครียด รวมไปถึงความเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยาอื่นๆ
นอกจากนี้แล้ว คุณแม่ยังจะได้รับการตรวจอัลตร้าซาวน์ทุกครั้งที่มาพบแพทย์ตามนัดอีกด้วย

นอกจากนี้แล้ว คุณแม่จะได้รับการประเมินความทรงจำจากสิ่งที่มองเห็น เพื่อค้นหาข้อมูลว่าคุณแม่ตีความหมายหรือตอบสนองต่อ
สภาวะอารมณ์หรือเหตุการณ์ต่างๆ อย่างไร รวมไปถึงการเอาใจใส่เป็นพิเศษต่อสิ่งเร้าที่เข้ามากระตุ้นบางอย่าง หากคุณแม่มี
ความเครียดหรือมีความวิตกกังวลอยู่ในระดับสูง ก็มักพบว่าจะพุ่งความสนใจไปที่ปัจจัยด้านลบต่างๆ ในสภาพแวดล้อมนั้น ๆ ยกตัวอย่าง
เช่น การวิพากษ์วิจารณ์ ข่าวร้าย หรือเรื่องกวนใจเล็กๆ น้อยๆ เป็นต้น

ความทรงจำเกี่ยวกับอารมณ์และสภาวะทางอารมณ์ของทารก ก็จะได้รับการประเมินเมื่อครบสี่เดือน แปดเดือน และหนึ่งปีหลังคลอด
สภาวะทางอารมณ์คือปัจจัยที่มีความสำคัญ เด็กทารกคนหนึ่งอาจต้องรับสภาวะที่มีความเครียดสูง แต่ก็ไม่มีปัญหาทางด้านอารมณ์หรือ
การเรียนรู้และจดจำในอนาคต แต่ในขณะที่เด็กอีกคนหนึ่งอาจจะไวต่อสิ่งกระทบในเชิงลบ และเกิดปัญหาที่โรงเรียนในภายหลังได้
อันเนื่องมาจากปัญหาในการจัดการทางอารมณ์และสมาธิในการเรียนรู้

ท้ายที่สุด โครงการวิจัยนี้ได้วางเป้าหมายที่จะนำไปสู่คำตอบของวิธีการต่างๆ ในการดูแลสุขภาพจิตทั่วไป และสภาวะทางอารมณ์ที่ดี
ของคุณแม่และทารกในระหว่างการตั้งครรภ์
 
ที่มา : http://www.mrc.ac.za
 

  • E-Newsletter
  • Copyright © 2008 THAIStemLife. All rights reserved.