LANGUAGE : TH | EN
- 10 วิธีโรแมนติกกับภรรยาในช่วงตั้งครรภ์
- 10 สูตรน้ำผลไม้สดและสมูทตี้ที่เด็กๆ จะต้องหลงรัก
- 10 กิจกรรมสานสัมพันธ์ในครอบครัว
- 10 วิธีง่ายๆ ที่จะแสดงให้ลูกๆ รู้ว่าคุณรักพวกเขาทุกวัน
- 10 สุดยอดทักษะที่เด็กๆ เรียนรู้จากศิลปะ
ดูทั้งหมด

แพทย์หวังใช้การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากเลือดในสายสะดือ เพื่อรักษาผู้ป่วยเอชไอวี

อัพเดทเมื่อวันที่ : 18 January 2018

เป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในวงการแพทย์ เมื่อ ทิโมธี บราวน์      ผู้ป่วยโรคเอชไอวีรายแรกที่ได้เข้ารับการรักษาและหายขาดจาก
โรคนี้หลังจากได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากผู้มีพันธุกรรมต้านทานการติดเชื้อ ในขณะนี้บรรดาแพทย์ต่างหวังที่จะต่อยอดความ
สำเร็จในการรักษาของเขา โดยการใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากเลือดจากสายสะดือทารกที่มีพันธุกรรมต้านทานเชื้อเอชไอวีมาทำการ
รักษาผู้ป่วย
 
 

ทิโมธี บราวน์อายุ 46 ปี

ได้รับการตรวจพบเชื้อเอชไอวีตั้งแต่ปี 1995 ขณะที่เป็นนักศึกษาที่อาศัยอยู่ในกรุงเบอร์ลิน เขาตอบสนองต่อการรักษาโรคเป็นอย่างดี
มาตลอด จนถึงปี 2006 แพทย์ได้ตรวจพบว่าเขาเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมัยอิลอยด์ชนิดเฉียบพลัน

ดร. เกโร ฮืทเทอร์

แพทย์ผู้รักษาบราวน์จากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน ได้เสนอ
ที่จะรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวของเขาโดยการใช้เคมีบำบัด เพื่อ
ทำลายระบบภูมิคุ้มกันเดิมและสร้างระบบภูมิคุ้มกันขึ้นใหม่ด้วยการ
ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากไขกระดูกผู้อื่น

อย่างไรก็ตาม ขณะค้นหาผู้บริจาคที่เหมาะสม ดร. ฮืทเทอร์ ได้
เฝ้ามองหาผู้บริจาคพิเศษที่มีการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรม ที่เรียกว่า
เดลต้า 32 ที่หยุดการทำงานของตัวรับซีซีอาร์ไฟฟ์ (CCR5) ในระบบ
ภูมิคุ้มกัน ตัวรับซีซีอาร์ไฟฟ์เป็นตัวรับที่เชื้อเอชไอวีทำให้เกิดการ
ติดเชื้อในผู้ป่วย – ซึ่งหมายถึง บุคคลที่มีพันธุกรรมกลายพันธุ์จะมีภูมิ
คุ้มกันต่อโรคเอชไอวี ทั้งนี้มีชาวยุโรปประมาณร้อยละหนึ่งที่มีพันธุกรรม
กลายพันธุ์ และยิ่งหายากมากขึ้นในกลุ่มคนที่มีเชื้อสายแอฟริกัน เอเชีย
หรืออเมริกาใต้
 

ซึ่งในความพยายามครั้งที่ 67 จากผู้บริจาคที่มีความเป็นไปได้ทั้งหมด 232 คน ดร. ฮืทเทอร์ ก็พบผู้บริจาคที่เหมาะสมกับบราวน์ โดยเป็น
ผู้ที่มีการกลายพันธุ์ของเดลต้า 32 หลังจากนั้นคณะแพทย์ได้ดำเนินการปลูกถ่ายไขกระดูกโดยใช้ไขกระดูกผู้บริจากดังกล่าว หลายเดือน
ต่อมาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวของบราวน์สงบ และไม่มีร่องรอยของเชื้อเอชไอวีในร่างกายของเขาอีก

หนึ่งปีต่อมา โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวของบราวน์ก็ได้กลับมาอีกครั้ง ทำให้เขาต้องเข้ารับการปลูกถ่ายไขกระดูกครั้งที่ 2 แต่ไม่พบ
โรคเอชไอวีอีกเลย

บราวน์บอกกับ FoxNews.com ว่า "ผมมีความผิดปกติบางอย่างอันเนื่องมาจากการรักษา การรักษายังไม่ได้ดีพร้อมไปทั้งหมด" และได้
อธิบายอีกว่า เขามีปัญหาด้านการพูดและการทรงตัวหลังการรักษา "แต่นี่เป็นชีวิตของผมและผมมีความสุขมากที่ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับ
เชื้อเอชไอวีอีกต่อไป"

อย่างไรก็ตาม แพทย์ให้ข้อมูลว่าการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดของบราวน์นั้น ไม่สามารถนำไปใช้รักษาผู้ป่วยเอชไอวีอย่างกว้างขวางได้
ทั้งนี้เนื่องจากการที่จะหาผู้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดจากไขกระดูกที่เข้ากันได้และเป็นผู้ที่มียีนต้านทานเชื้อเอชไอวีด้วยแล้วเป็นเรื่องที่
ทำได้ยากมาก

"ความคิดที่จะใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากเลือดจากสายสะดือนั้น เกิดขึ้นภายหลังจากความสำเร็จในการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจาก
ไขกระดูกของผม" บราวน์กล่าวว่า "... ในกรณีของผมที่มีการใช้เซลล์ต้นกำเนิด แพทย์ต้องค้นหาคู่ที่เหมาะสมและเซลล์ต้นกำเนิด
เข้ากับผมได้อย่างสมบูรณ์ แต่ด้วยเลือดจากสายสะดือ ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ผู้บริจาคที่เข้ากันได้พอดีทุกอย่างนั้นหมายความว่าแพทย์
มีแนวโน้มที่จะหาผู้บริจาคที่จะนำมาใช้ในการรักษาได้ง่ายขึ้น"

ดร. ลอเรนซ พิซ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการปลูกถ่ายไขกระดูก

ผู้อำนวยการแพทย์จากสเตมไซท์และประธานของคอร์ด
บลัดฟอรัม ได้อธิบายความสำคัญของเซลล์ต้นกำเนิดจาก
เลือดจากสายสะดือ กับกลุ่มแพทย์ในการหาผู้บริจาคที่
เหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาผู้ป่วยให้มากขึ้น
กล่าวว่า "ในปัจจุบัน ผมรู้สึกว่ายังไม่มีทางอื่นใดที่จะเพิ่ม
จำนวนการรักษาผู้ป่วย นอกจากการใช้เลือดจากสายสะดือ"

สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ป่วยรายแรกของประเทศเนเธอร์แลนด์
ได้รับการรักษาด้วยวิธีการใหม่ที่ค้นพบนี้ เช่นเดียวกันกับกรณี
ของบราวน์ ซึ่งต้องทำการปลูกถ่ายไขกระดูกเพื่อการรักษา
โรคอื่น แต่คณะแพทย์เลือกใช้เลือดจากสายสะดือที่มียีน
ต้านทานเชื้อเอชไอวีโดยเฉพาะ เพื่อหวังที่จะทำการรักษา
โรคเอชไอวีด้วยพร้อมกัน นอกจากนั้นยังมีการกำหนดการ
รักษาที่คล้ายคลึงกันกับผู้ป่วยรายหนึ่งในกรุงมาดริดภายใน
เดือนนั้นอีกด้วย

"เรายังไม่รู้ว่าผลสุดท้ายเป็นอย่างไร แต่เรามองในแง่ดีว่าการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดด้วยวิธีนี้ จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ป่วยอย่างมาก"
ดร. พิซ กล่าว "โดยปกติแล้วจะใช้เวลาอีกหลายเดือนหลังการรักษาที่จะทราบผลลัพธ์ (ขณะที่เซลล์ของผู้รับมีการเกิดขึ้นใหม่พร้อมกับ
เซลล์ของผู้บริจาค) ดังนั้น เราจึงต้องมีการเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะนี่อาจจะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่ต้องจารึกในประวัติศาสตร์"

ดร. พิซ อธิบายว่า ปัจจุบันการรักษาด้วยวิธีนี้ไม่สามารถรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีได้ทั้งหมด จำนวนเลือดจากสายสะดือที่มี
ยีนต้านทานเชื้อเอชไอวีนั้นพบเพียง 100 ราย จาก 17,000 รายที่ทดสอบ จึงต้องมีการสะสมเพิ่มมากขึ้นต่อไป

ดร. พิซ กล่าวว่า ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีที่มีภาวะโลหิตจาง เช่นเดียวกันกับที่บราวน์และผู้ป่วยชาวเนเธอร์แลนด์เป็น รวมถึง
ผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ไม่ตอบสนองต่อยารักษามาตรฐานในปัจจุบัน ควรได้รับการพิจารณาให้ใช้การรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด


ที่มา : http://www.foxnews.com

 


  • E-Newsletter
  • Copyright © 2008 THAIStemLife. All rights reserved.