LANGUAGE : TH | EN
- 10 วิธีโรแมนติกกับภรรยาในช่วงตั้งครรภ์
- 10 สูตรน้ำผลไม้สดและสมูทตี้ที่เด็กๆ จะต้องหลงรัก
- 10 กิจกรรมสานสัมพันธ์ในครอบครัว
- 10 วิธีง่ายๆ ที่จะแสดงให้ลูกๆ รู้ว่าคุณรักพวกเขาทุกวัน
- 10 สุดยอดทักษะที่เด็กๆ เรียนรู้จากศิลปะ
ดูทั้งหมด

ทารก-พัฒนาการของเด็กแรกเกิด

อัพเดทเมื่อวันที่ : 25 September 2018
โดยทั่วไปพัฒนาการของเด็กทารกแบ่งออกได้เป็น พัฒนาการทางด้านร่างกาย ด้านการรับรู้ ด้านภาษา และด้านสังคม:
   
พัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็กทารกนั้น เริ่มต้นที่ศีรษะ
จากนั้นจึงต่อเนื่องไปที่ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย

ทารกแรกเกิด-2 เดือน สามารถยกคอขึ้นหรือหันคอได้ในท่า
นอนหงาย กำมือและงอแขนได้ แต่คอจะยังไม่สามารถหนุนรับ
ศีรษะได้เมื่อถูกจับให้อยู่ในท่านั่ง ปฏิกิริยาตอบสนองของระบบ
ประสาทอัตโนมัติของทารกวัยนี้ ได้แก่ บาบินสกี้รีเฟลก (กระตุ้น
ที่ฝ่าเท้าแล้วนิ้วโป้งเท้าจะเหยียด) - โมโรรีเฟลก (อาการผวา
เมื่อขาดการประคองแบบกระทันหัน) ปฏิกิริยาสะท้อนด้วยการ
กำมือ(ใช้นิ้วลากบนฝ่ามือของทารกทารกจะกำมือ) ปฏิกิริยา
การค้นหาและการดูด (เมื่อเขี่ยที่แก้มข้างไหนทารกจะหันหน้า
ไปทางนั้น) ฯลฯ

ระยะ 3-4 เดือน กล้ามเนื้อตาจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยทำ
ให้ทารกรู้จักมองตามวัตถุ และควบคุมการเคลื่อนไหวของมือ
และเท้า และยังช่วยให้ทารกแยกแยะวัตถุออกจากพื้นหลังที่มี
สีใกล้เคียงกันมาก นอกจากนี้ ทารกจะพยายามดันตัว ไหล่
ชูศีรษะและแขนทั้งสองข้างขณะนอนคว่ำ รวมทั้งกล้ามเนื้อคอ
ที่มีพัฒนาการมากขึ้น ทำให้ทารกสามารถนั่งโดยมีคนพยุงและ
ตั้งคอขึ้นได้
   
ระยะ 5-6 เดือน สามารถนั่งลำพังระยะสั้นๆ โดยไม่ต้องมี
คนช่วยเหลือในช่วงแรก และอาจนั่งได้ถึง 30 วินาทีหรือ
มากกว่านั้นในช่วงถัดไป และมีการเริ่มจับฉวยของเล่น
ประเภทตัวต่อหรือสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ โดยใช้เทคนิคการ
กำมือแบบฝ่ามือร่วมกับต้นแขน (กดตัวต่อไว้ในอุ้งมือ
พร้อมกับงอข้อมือเข้า) แต่ยังไม่รู้จักการใช้หัวแม่มือร่วม
ด้วย นอกจากนี้ ยังสามารถพลิกตัวจากคว่ำเป็นหงาย เมื่อ
นอนคว่ำทารกสามารถใช้แขนดันเพื่อยกไหล่และศีรษะขึ้น
รวมทั้งมองไปรอบๆ และเอื้อมคว้าวัตถุ

ระยะ 6-9 เดือน สามารถเริ่มคลานและเดินโดยมีผู้ใหญ่
คอยจูงมือ นอกจากนี้ยังสามารถนั่งอย่างมั่นคงเป็นระยะ
เวลานานได้โดยไม่ต้องช่วยประคอง รวมทั้งยืนขึ้นและนั่ง
ลงได้เองได้โดยการเกาะเฟอร์นิเจอร์

ระยะ 9-12 เดือน สามารถยืนตามลำพังได้โดยสมดุลและ
ย่างก้าวเดินได้ตามลำพัง
 
   
พัฒนาการด้านการรับและส่งความรู้สึก การได้ยินเสียงจะเริ่มตั้ง
แต่อยู่ในครรภ์มารดา และเจริญเต็มที่ตอนคลอด โดยทารกจะ
ชอบเสียงของมนุษย์มากกว่าเสียงอื่น การสัมผัส รับรส และ
ดมกลิ่น จะพัฒนาเต็มที่ตั้งแต่คลอด โดยจะชอบรสหวานมาก
กว่ารสอื่น การมองเห็นทารกแรกเกิดสามารถมองเห็นในระยะ
8-12 นิ้ว การมองเห็นสีต่างๆ จะพัฒนาในช่วงอายุ 4-6 เดือน
และในช่วงอายุ 2 เดือนทารกสามารถมองตามวัตถุรอบๆ ได้
ไม่เกิน 180 องศา โดยทารกจะชอบมองใบหน้ามากกว่าสิ่งอื่น
ทารกจะรับรู้ถึงการโยกตัวและเปลี่ยนตำแหน่งผ่านทางระบบ
รับความรู้สึกที่หูชั้นใน

พัฒนาการทางด้านภาษา การร้องไห้ถือเป็นรูปแบบการสื่อ
สารที่สำคัญ ในช่วงสามวันแรกหลังคลอด ผู้เป็นแม่สามารถแยก
เสียงร้องของลูกตนเองจากทารกอื่นๆได้ ในช่วง 1 เดือนแรก
พ่อแม่ส่วนใหญ่สามารถบอกได้ว่าเสียงร้องไห้ของทารกหมายถึง
การหิว เจ็บปวดหรือโกรธ การร้องไห้ของทารกยังส่งผลให้นม
ของแม่ไหลอีกด้วย

ความถี่ของการร้องของทารกที่สุขภาพสมบูรณ์ในช่วง 3 เดือน
แรกนั้น แตกต่างกันไปอยู่ในช่วง 1-3 ชั่วโมงต่อวัน หากมากกว่า
3 ชั่วโมงต่อวันมักจะถูกวินิจฉัยว่าเป็นอาการโคลิก ซึ่งพบได้ยาก
และมักมาจากปัญหาสุขภาพการร้องไห้อย่างมากผิดปกติอาจเกิด
จากการทารุณเด็ก และไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด อาการร้องไห้
อย่างต่อเนื่องยาวนานนั้นจำเป็นต้องได้รับการประเมินทางการ
แพทย์

พัฒนาการที่สำคัญของเด็กในช่วงวัย 0-12 เดือน คือการ
เริ่มมีพัฒนาการด้านการออกเสียงและการตอบสนองต่อเสียง
โดยในช่วงอายุ 2-9 เดือนจะเริ่มร้องออกเสียงอ้อแอ้ หัวเราะ และ
ในช่วงอายุ 9-12 เดือนจะเริ่มเลียนแบบเสียงบางเสียง พูดคำว่า
แมะๆ (แม่) ได้ หรือตอบสนองต่อคำสั่งง่ายๆ

   
พัฒนาการด้านพฤติกรรม พฤติกรรมของทารกแรกเกิดแปร
ตามสภาวะการรู้สึกตัว 6 ชนิด คือ ร้องไห้ การนอนหลับฝัน
การง่วงซึม การหงุดหงิด การตื่นรู้ตัว และการหลับสนิท

ทารกสุขภาพดีที่มีระบบประสาทปกติสามารถเปลี่ยนสภาวะหนึ่ง
ไปอีกสภาวะได้อย่างราบรื่น อัตราการเต้นของหัวใจ แรงดึงตัว
ของกล้ามเนื้อ และการเคลื่อนไหวของร่างกายจะแตกต่างกัน
ไปในแต่ละสภาวะ

การทำงานต่างๆ ของร่างกายของทารกจะยังไม่สมบูรณ์ในช่วง
แรกเกิด ความเครียดและการกระตุ้นเร้าต่อทารกอาจกระทบต่อ
การบีบตัวของลำไส้ คลื่นไส้ สะอึก การเปลี่ยนสีผิวตามอารมณ์
การควบคุมอุณหภูมิ อาเจียน หรือการหาวนอน นอกจากนี้ การ
หยุดหายใจเป็นพัก ๆ หมายถึง ทารกหายใจและหยุดหายใจเป็น
ช่วงๆ เป็นภาวะปกติและไม่ใช่สัญญาณของ SIDS (โรคตาย
แบบเฉียบพลันโดยไม่ทราบสาเหตุในเด็กทารก) ทารกบางคน
จะอาเจียนหรือบ้วนอาหารออกมาหลังทานเสร็จ ซึ่งไม่ได้หมาย
ความว่าทารกมีอาการผิดปกติทางกายแต่อย่างใด

ทารกเหล่านี้กลับมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นและมีพัฒนาการทางร่างกาย
ที่ปกติ ทารกบางรายอาจทำเสียงเบ่งหรือเสียงครางตอนขับถ่าย
แต่อุจจาระที่ออกมานั้นจะนุ่มและปราศจากเลือดรวมทั้งทารกมี
การเจริญเติบโตปกติ ทั้งนี้เนื่องจากการใช้กล้ามเนื้อท้องยังไม่
โตเต็มที่ในการขับดันของเสียและไม่ต้องรักษาวงจรการนอนและ
ตื่นยังคงเปลี่ยนแปลงแและไม่คงที่จนกว่าทารกจะอายุได้ 3 เดือน
โดยช่วงแรกจะเปลี่ยนทุกประมาณ30-50 นาที และค่อยๆยาวขึ้น
ตามการเจริญเติบโต เมื่อทารกอายุได้ 4 เดือน ส่วนใหญ่จะ
สามารถนอนหลับต่อเนื่อง 5 ชั่วโมงต่อวัน ทารกที่กินนมแม่จะกิน
นมประมาณทุก 2 ชั่วโมง และทารกที่กินนมผงจะกินนมประมาณ
ทุก 3 ชั่วโมง ในช่วงที่ทารกเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจะกินนมถี่
ขึ้นทารกที่ดื่มนมมากพอจะเปลียนผ้าอ้อมที่ชุ่มประมาณ 6-8 ผืน
ต่อ 24 ชั่วโมง
ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทารก จึงจำเป็นต้องใส่ใจความปลอดภัย ในพัฒนาการของทารกในแต่ละช่วงอายุเป็นพิเศษ

อ้างอิง: Kimmel SR, Ratliff-Schaub K. Growth and development. In: Rakel RE. Textbook of Family Medicine. 7th ed. Philadelphia,
Pa: Saunders Elsevier; 2007: chap 31
 

  • E-Newsletter
  • Copyright © 2008 THAIStemLife. All rights reserved.